untitled
viviti

» สโมสรแห่งไมตรี ปกิณกคดีแห่งชีวิต » อารยาฟอรั่ม อารยวิถีแห่งอารยชน » ระเบียงเรียงถ้อยแห่งความคิด ร้อยไมตรีจิตเพื่อแผ่นดิน » แบ่งปันความรู้ ที่อารยาฟอรั่ม » ระเบียงบ้านร้อยความคิด....สู่ปิยมิตร... นำความคิด...สู่ชีวิต » บ้านอารยา ภูมิคุ้มกันโลกาภิวัฒน์ » เติมวาทะใส่ปัญญา ที่บ้านอารยา » บ้านอารยา บ้านแห่งมิตรภาพ.

                    

หน้าแรก
บทความ
กระดานสนทนา
ติดต่อเรา

ข่าว หนังสือพิมพ์
กรุงเทพธุรกิจ
ข่าวสด
คมชัดลึก
ฐานเศรษฐกิจ
เดลินิวส
ไทยโพสต์
ไทยรัฐ
บางกอกโพสต์
ประชาชาติธุรกิจ
ผู้จัดการ

มติชน

สยามธุรกิจ

The Nation

ข่าวออนไลน์
ไทยรัฐเดลี่เว็บ

มีชัยไทยแลนด

สำนักข่าว INN

สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

สำนักข่าวไทยออนไลน์

เอ็มเว็บนิวส

ข่าวท้องถิ่น
เชียงใหม่นิวส์

พัทยานิวส์

สาส์นใต้วิเคราะห์

หาดใหญ่ทูเดย

Phuket Gazette

ข่าว,หนังสือพิมพ์ต่างประเทศ
ABC News
Asahi Shimbun
Associated Press
Bangkok Shuho

CBS Sports Line

CNET

CNN
FOX News

MSNBC

NBC

New York Time

News Hub

Reuters

Time.com

USA Today

Washington Post

World Net Daily

Wried News

สถานีโทรทัศน์
ช่อง3
ช่อง5

ช่อง7

ช่อง9

ช่อง11

ไอทีว
เนชั่น

ยูบีซ

C31-Sydney
Fashion TV France

ITV(UK)

NTV

TBS Internet

TVO

 

สมรภูมิลาตรัง

ตำบลส่งของนิ่ง

 

จุดลงจอดไม่ปลอดภัย ฮ.ต้องฮ๊อบ ท.ทหารต้องโดดอย่างเดียว

นักบิน: จะส่งพัสดุที่จุดลงจอดชั่วคราวใน๒นาที คุ้มกันด้วย เปลี่ยน
ผบ.มว.ทหารราบภาคพื้นยุทธบริเวณจุดลงจอดชั่วคราว : ทราบ
ดอร์กันเนอร์ : ทราบ
หัวหน้าชุดทหารราบบนเครื่อง : ทุกคนพร้อม ปลดเซฟ ฮ.จะฮ๊อบเหนือพื้น
ทหารบนเครื่อง: ทราบ
นักบิน : โดด
ดอร์กันเนอร์ : ไปๆๆๆๆๆ
ผบ.ชุดทหารราบบนเครื่อง : โดด ทุกคนตามมา

ทั้งหมดทุกขั้นตอนทั้งฝึกทั้งเอาจริง ต้องไม่เกิน๒นาที แต่ของจริงสนามจริงต้องไม่เกิน๓๐วิ มิฉะนั้นอาจได้อาร์พีจีเป็นของกำนัล

 

เมื่อโดดลงมาจาก ฮ.แล้ว ก็ต้องเข้าสู่ท่าบุคคลทำการรบตามแบบที่เรียนมาฝึกมา

 

ชุดแรก ๖๐ คน มาถึงด้วย ฮ.๑๐ลำ ก็แสตนด์บายรอ หมู่ปืน ค.ก็ทำหลุมบังเกอร์ที่ตั้งยิง อีกส่วนแยกไปทำส่วนHQชั่วคราว ที่เหลือตรึงกำลัง วางแนวป้องกันและสำรวจยุทธบริเวณโดยรอบโดยการลาดตะเวนและตรวจการณ์ด้วยสายตา ก่อนหน้าที่ฮ.จะมาถึงจุดลงจอด XRAY ๕นาที ฐานปืนใหญ่ ชต.ได้ระดมยิงปูพรมเหนือที่หมายบริเวณนี้ เพื่อป้องกันการถูกซุ่มและกับระเบิด ฮ.ใช้เวลาบินไป-กลับระหว่าง ที่ตั้งกองพันทหารม้าที่๗-ยุทธบริเวณลาตรัง ๔๕-๕๐นาที

ชุดที่๒กำลังมา จุดลงจอดปลอดภัย

 

ชุด ลว.รอบฐาน กองร้อยC ตรวจพบข้าศึกสังเกตการณ์ จึงทำการระดมยิงและพยายามเข้าจับกุม

จากในภาพ สภาพนี้หากยุทธบริเวณไม่ถูกระดมยิงด้วยปืนใหญ่เพื่อการเคลียร์คิลลิ่งฟิลด์ ในสภาพภูมิประเทศอย่างนี้หากถูกข้าศึกมาตั้งแนวซุ่มวงซุ่ม อาจละลายยกกองร้อย

 

นี่คือฐานปืนใหญ่ LZ Falcon ปืนใหญ่ ชต. ฮาวิตเซอร์ขนาด ๑๐๕ มม.ที่ใช้ยิงช่วยกองพันทหารม้าอากาศที่๗ ในสมรภูมิหุบเขาลาตรัง

 

อันนี้คือ สกายไรเดอร์ เครื่องบินทวิเบกโจมตีและทิ้งระเบิดสนับสนุน ใช้โจมตีด้วยจรวดและระเบิดนาปาล์มขนาดเบา ในแนวระดับเหนือยอดไม้ มีความแม่นยำสูงมากเพราะความเร็วต่ำ แต่คล่องตัวสูง นิยมใช้ในสมรภูมที่มียุทธบริเวณไม่เหมาะกับเครื่องความเร็วเหนือเสียง และมักใช้กับยุทธบริเวณที่ต้องการความแม่นยำสูงสุดและจำกัดวงความเสียหาย ต่อตีเป้าหมายกองทหารขนาดเล็กและเป้าหมายขนาดเล็ก

 

กองร้อย C ที่ ลว.และตรวจการณ์รอบฐานชุดแรก จับเสือหมอบแมวเซาของข้าศึกได้๑หน่อ จริงๆแล้วไอ้คนนี้คือคนดูต้นทางที่เป็นเหยื่อล่อให้ กองร้อยC เข้าไปติดคิลลิ่งฟิลด์ และภายหลังนั้นตายเกือบหมดทั้งกองร้อย เหลือรอดแค่คนเดียวคือ จ่าซาเวจ หน.ชุดยิงที่หนึ่ง และที่รอดตายไปอีก๓คนของกองร้อย C คือสามคนที่พาตัวเชลยไปพบ ผู้พันมัวร์ที่เบริม HQในตอนแรกที่จับเชลยได้ (โครตฟลุค)

 

เห็นที่วงกลมในโฟลชาร์จนั่นมั้ย ตรงนั้นแหล่ะคือ จุดที่กองร้อยC ชุดแรกถูกหลอกไปติดกับ ตายเกือบหมด รอดแค่หนึ่งคนเท่านั้น ดูสิว่าระยะมันห่างจากกองร้อยอื่นมากแค่ไหน นี่เป็นผลมาจาก ผบ.ร้อย ไม่มีประสบการณ์ ขาดสัญชาติญาณ และละเมิดคำสั่งผู้พันมัวร์ที่สั่งแค่ให้ระวังประจำแนว ไม่ได้สั่งให้ไปไล่ล่าข้าศึก ผลสุดท้าย พาหน่วยไปละลายแบบที่กองร้อยอื่นหมดทางช่วยเหลือ นอกจากสั่งปืนใหญ่ยิงถล่มให้ตายตกตามกัน

 

นี่คือจุดส่ง สป.ที่ฮ.๒ใน๑๐ลำจะบินมาส่ง อีก๘ลำนั้นคือกำลังพลชุดใหม่ที่มาเสริมตลอดเวลาที่ได้รับการแจ้งยอดผู้เสียชีวิต เช่น แจ้งวิทยุไปหน่วยเหนือว่าตาย๑๕ ทันทีทีหน่วยเหนือได้รับแจ้ง ก็จะจัดกำลังพลไปเสริม๒เท่า คือ ๓๐คน ฮ.ของกองพันม้าอากาศนี้ จะบินโฉบเข้าออกยุทธบริเวณทุก๔๕นาที โดยที่หลังจากส่งทุกอย่างลงจุดแล้ว ขากลับจะขนศพและผู้บาดเจ็บกลับไป

นี่คือจุดลงจอดจุดแรก โล่งซะยังกับสนามหลวง ปลอดภัยแค่ครึ่งวันแรกเท่านั้น ครึ่งวันหลังนั้นจุดลงจอดนี้ถูกข้าศึกยิงกดตลอดเวลา เพราะต้องการตัดกำลังเสริมของอเมริกัน จนต้องเสีย ฮ.ในขบวนไป ๑ลำ จนกระทั่ง ผู้พันมัวร์ ต้องสั่งทหารโค่นต้นไม้ ทำจุดลงจอดฉุกเฉินชั่วคราว

 

อันนี้เป็นจุดลงจอดฉุกเฉินชั่วคราว ใช้ได้แป๊บเดียว จากนั้นพอเวียดกงสังเกตุเห็นขบวน ฮ.เปลี่ยนทิศทางในการร่อนลง มันก็ยกขบวนกันตามมาถล่มที่จุดนี้อีก ผลสุดท้ายต้องยุติการขนศพและผู้ที่ยังพอคงสภาพการรบ โดยหันมาใช้วิธี ฮ๊อบเหนือพื้นแล้วให้ทหารโดด(รูปบนน่ะ) ส่วนเสบียงกรังหรือ สป.ทั้งหลายก็ใช้ถีบลงมาอย่างเดียว หนักๆเข้าเวียดกงก็ใช้ปืน ค.ยิงถล่มจุดนี้ แทนการใช้ทหารราบยิง สุดท้าย ผู้พันมัวร์จึงต้องสั่งปืนใหญ่ยิงถล่มตลอดแนวรอบๆจุดลงจอดที่๑และที่๒เพื่อทำลายที่ตั้งยิงปืน ค.และเวียดกงที่เกาะจุดลงจอดอยู่ เมื่อโดนปืนใหญ่ถล่มอย่างหนักเวียดกงจึงถอนกำลังออกจากแนวนี้ไป

 

การรบในยุทธภูมิลาตรังนี้ เกิดขึ้นจากการที่ กองทัพอเมริกันต้องการทดสอบยุทธวิธีแบบใหม่ เพราะอเมริกันเคยชินแต่การรบในแบบปกติเหมือนยุคสงครามโลกครั้งที่๒ ซึ่งนิยมเปิดแนวรบตามรูปแบบกองทัพขนาดใหญ่และขนาดกลาง สงครามขนาดเล็กนั้นทุกอย่างถูกจำกัดด้วยปัจจัยต่างนานับประการ ทหารอเมริกันยังคงขาดประสบการณ์ในการใช้หน่วยพิเศษเป็นอย่างมาก ในยุทธภูมินี้ อเมริกันเน้นๆหลักๆไปที่ ๑.ขีดความสามารถในระดับสูงสุดของทหาร ๒.อาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่าข้าศึก ๓.ยุทธวิธีแบบใหม่ที่ข้าศึกคาดไม่ถึงและไม่เคยเจอ ๔.ขีดความสามารถผู้บังคับการในสนาม ทั้ง๔ประการนี้คือหัวใจหลักของการเลือกสรรค์ยุทธวิธีของคณะเสธ. และทั้ง๔ประการนี้คือข้อหักล้างต่อไปนี้ ๑.ความไม่ชำนาญภูมิประเทศ ๒.ทำการรบในดินแดนข้าศึกหรือเขตอำนาจข้าศึกที่มิเคยรู้มือ ๓.การสนับสนุนและการช่วยรบทำได้ยากเพราะคาดไว้แล้วว่าจะต้องถูกล้อมตามยุทธวิธีของคอมมิวนิสต์ที่นิยมล้อมกรอบแล้วบดขยี้(อเมริกันรู้จักข้าศึกแค่นี้) ๔.กองทหารหลักขนาดระดับกองพันทำการรบโดยอิสระในลักษณะนกขมิ้นมีความเสี่ยงสูง(ธรรมดาเขาไม่นิยมตั้งฐานลอยขนาดกองพันในดินแดนข้าศึกถ้าไม่คิดยึดครองพื้นที่ เพราะการส่งการสนับสนุนกองทหารขนาดกองพันนี้ใน ขนพร.ไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายนัก เพราะจะต้องถูกข้าศึกตัดหนทางในการสนับสนุนแน่นอน ซึ่งการณ์ก็เป็นไปตามนั้นจริงๆคือ เวียดนามเหนือพยายามตัดช่องทางในการการส่งกำลังบำรุงก่อนเป็นอันดับแรก รูปแบบลักษณะนี้นั้น อเมริกันเคยเจ๊งหนักในสงครามลาว เพราะอะไรถึงเจ๊ง ก็ลองเทียบกับศึกลาตรังนี้ดูว่าทำไมครั้งนี้ไม่เจ๊ง

 

ในภาพ หลังจบศึก อเมริกันจึงใช้ชีนุคมายกเอาซากฮ.ที่ถูกระดมยิงจนพรุนทั้งลำตรงจดลงจอดที่๑ นักบิน๑และ๒และดอร์กันเนอร์เสียชีวิตทั้งหมด

 

นี่คือชั่วโมงวิกฤตและดุเดือดสุดขีดของทหารอเมริกันที่ลาตรัง(ถ่ายจาก ฮ.ส่งกำลังสนับสนุนที่บินวนรอให้เครื่องปีกนิ่งทำแอร์สไตรค์ในยุทธบริเวณให้จบตามภาคพื้นร้องขอ) เพราะข้าศึกเปลี่ยนยุทธวิธีแบบฉับพลัน จากการที่ล้อมทุกด้านด้วยกำลังพลที่มากกว่าและเสริมแนวตลอดเวลาแล้วระดมยิงอย่างหนัก มาเป็นบุกเข้าตีแบบต่อเนื่องในทุกทิศทางด้วยกำลังพลกว่า๕๐๐คน มากันเยอะในทุกแนวรับจนทหาร ม.พัน.๗ของอเมริกายิงข้าศึกไม่ทัน(มันคือยุทธวิธีคลื่นมนุษย์ที่ทหารคอมมิวนิสต์ชอบใช้ จุดไหนแนวรับกระสุนหมดหรือบาดเจ็บหรือตาย จุดนั้นจะโดนเจาะเป็นรูทันที และทหารจะวิ่งชาร์จเจาะทะลุตามกันเป็นร้อยๆคนจากรูนั้น) ชั่วโมงนั้นเวียดนามเหนือ-เวียดกง เจาะทะลุในเกือบทุกแนว บางแนวนั้นเจาะทะลุเข้ามาจนถึงจุดพยาบาลและจุดสั่งการ และเริ่มจะทะลุมากันมากขึ้นเรื่อยๆ(ข้าศึกมันจับทางได้ว่า กว่าฮ.สนับสนุนกำลังพลจะมาเสริมใช้เวลา๔๕นาที มันจึงใช้ช่วงเวลานี้ที่กำลังพลอเมริกันชุดใหม่ยังมาไม่ถึง กะทุ่มตีให้แตก หลังจากใช้วิธียิงกดตัดการส่งกำลังบำรุงที่จุดลงจอดไม่ได้ผล) จนแนวรับทุกกองร้อย ต่างถอยร่นมาที่จุดHQทุกกองร้อย จากนั้นเมื่อถอยมารวมกันมากขึ้นจึงมีกำลังเป็นกลุ่มก้อน ซึ่งมันเพิ่มอำนาจการยิงได้มากขึ้น อเมริกันจึงตรึงแนวรับไว้ได้ในขณะหนึ่ง แต่ข้าศึกยังหนุนเนื่องกันมาตลอด ในขณะที่อเมริกันเองกำลังพลเริ่มร่วงโรยลงไปเรื่อยๆ สถานการณ์อย่างนี้ส่อแววกองพันละลาย ผู้พันมัวร์จึงสั่ง -โบรคเค่น แอร์โร่ว์ (โจมตีด้วยกำลังทางอากาศในทุกระดับความสูงโดยการชี้เป้าด้วยทหารสื่อสารภาคพื้นในยุทธบริเวณ) เพื่อทำลายข้าศึกเป็นกลุ่มก้อน เพื่อเรียกขวัญกำลังใจของทหารที่กำลังตระหนกและเสียขวัญ การแอร์สไตรค์ในลักษณะนี้อันตรายมาก หากพลสื่อสารไม่เก่งไม่แม่นพิกัดจริงๆจากการมองด้วยตาเปล่าแล้วกำหนดพิกัดในแผนที่ รับรองว่าได้ตายพร้อมข้าศึกหมดกองพันแน่นอน ขนาดว่าเก่งๆแม่นๆแล้วยังโดนพวกเดียวกันไป๒ดอกเลย ตายไป๒บาดเจ็บไป๖ แต่ก็ส่งผลให้ ข้าศึกกระเจิงถอยกลับไปอย่างเร็ว เพราะเป็นการโจมตีที่รุนแรงมาก ตูมเดียวตายเป็นสิบ หลายตูมก็หลายสิบ ใช้เวลาแอร์สไตร์คอยู่ ๑๕นาที คิดเอาเองนะว่า เวียดนามเหนือตายเท่าไร

 

นี่คือโฟลชาร์จ ชม.ระทึกขวัญ ในสถานการณืเช่นนี้ หากผบ.สนาม ใจไม่แข็ง ใจไม่นิ่ง ไม่มีประสบการณ์ในการรบ หรือไม่รู้เขารู้เรา รับรองว่าตายหยังเขียด

 

ราบเป็นหน้ากลอง

 

นี่คือสิ่งที่ ทหารสื่อสารของผู้พันมัวร์ใช้ในการควบคุมและชี้เป้าให้เครื่องบินทำแอร์สไตรค์+สายตา+ความสามารถทางทหาร(ชกท.)

 

ดูเอาละกัน ในกลุ่มควันนั้น มีมนุษย์ตัวเป็นๆทั้งโลกเสรีและโลกคอมมิวนิสต์ กำลังห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตายทั้งสองฝ่ายรวมกันกว่า๑๕๐๐คน

 

หนีไม่ทันตีนไม่ไวก็เละอยู่กับที่ สิ่งเดียวที่จะทำให้รอดชีวิตจากห่าระเบิดจากแอร์สไตรค์คือต้องวิ่งสุดกำลังออกจากแนวรบให้เร็วที่สุด การหมอบต่ำๆไม่ช่วยอะไรถ้าเจอแอร์สไตรค์ลักษณะนี้ แบบนี้ภาษาทหารแบบไทยๆเขาเรียก "แรงหนีตาย"

 

ช่วงสุดท้ายของการรบ ข้าศึกเหลือแค่นี้จากทั้งหมดประมาณ ๔๕๐๐คน และหลังจากถูกแอร์สไตร์ค(หลังจากศึกนี้จบลง ทุกครั้งที่เวียดนามเหนือเข้าตีฐานอเมริกันล้วนๆ จะต้องติดอาวุธต่อสู้อากาศยานขนาดเบาติดมาในหน่วยด้วยทุกครั้ง เพราะอเมริกันชอบเรียกเครื่องบินมาบอมบ์ในทุกครั้งที่ถูกตีฐานที่มั่น ด้วยเหตุนี้ หลังจากศึกนี้เป็นต้นไป ฮ.และเครื่องบินเบาแบบทวิเบกของอเมริกัน จึงร่วงระนาวเป็นใบร่วง ยุทธวิธีแบบลาตรังที่อเมริกันใช้ครั้งนี้จึงถูกล้มเลิกในการณ์ต่อมา เพราะเสี่ยงสูงเกินไป ฮ.๑ลำ ทหาร+ลูกเรือ รวม๑๕ชีวิต ตายครั้งละ๑๕คนพร้อมเครื่อง๑ลำซึ่งบางลำอาจมีระดับคอมแมนด์สนามอยู่ด้วย คณะเสธอเมริกันในเวียดนามจึงไม่เอาด้วยแล้วกับยุทธวิธีแบบนี้ เห็นได้ชัดว่าวัฒนธรรมหลังศึกนอร์มังดีในสงครามโลกครั้งที่๒และศึกเกาหลีของกองทัพอเมริกันนั้น เขาห่วงหวงชีวิตทหาร มากกว่าห่วงยุทธโธกรณ์และชัยชนะ)

 

และหลังจากในโฟลชาร์จนี้ เวียดนามเหนือ+เวียดกง เพลี่ยงพล้ำอย่างหนัก ด้วยเพราะไม่เคยเจอการแอร์สไตรค์แบบนี้มาก่อน เมื่อทหารอเมริกันมาเสริมกำลังและขนผู้บาดเจ็บกลับไปเรียบร้อย การเคลื่อนพลทั้งหมดเข้าตีฐานข้าศึกจึงบังเกิดขึ้น และสามารถยึดฐานของเวียดนามเหนือบนภูเนาลาตรังได้ทั้งหมด ส่วนผู้บังคับบัญชาของเวียดนามเหนือและทหารจำนวนหนึ่งถอนตัวละทิ้งที่มั่นไปเรียบร้อยโรงเรียนโฮจิมินท์

 

พ.ท.ฮันล์ มัวร์ ผู้บังคับกองพันทหารม้า(อากาศ)ที่๗ กองพลทหารม้าที่๑ กองทัพบกสหรัฐอเมริกา

 

พ.ท.เหงียน ฮู อัน ผู้บังคับกองพันทหารราบภูเขาที่๓ กองพลทหารราบที่๓ส่วนหน้า กองทัพบกเวียดนามเหนือ

 

วันเวลาผ่านไปไวเหมือนลมพัดผ่าน จากครั้งหนึ่งที่ต่างคนต่างมีหน้าที่ ต่างคนต่างทำเพื่อชาติ ต่างคนต่างจับปืนจับอาวุธเข้าห้ำหั่นกันเพื่อชัยชนะของชาติเป็นที่ตั้ง แต่วันนี้นั้นการณ์ทั้งปวงมันจบไปแล้ว มันผ่านไปแล้ว สงครามเลิกไปแล้ว ทุกคนที่เคยรบกัน เป็นศัตรูกัน ก็กลับมาเป็นเพื่อนร่วมโลกกันเช่นเดิม

พล.ต.ฮันล์ มัวร์ ในวันนี้กลับมาเยี่ยมลาตรังเพื่อระลึกถึงความหลัง ส่วนนายทหารเวียดนามในภาพนี้ทั้งหมดคือ นายทหารและประทวนของกองทัพเวียดนามเหนือที่รบอยู่ในสมรภูมิลาตรังกับอเมริกาในครั้งก่อนนั่นเอง ส่วนตัว พ.ท.เหงียน ฮู อัน นั้น เสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี ๑๙๘๖

 

โดย ๐๐๑๖

 

 

 

Copyright © 2007 AryaForum. All rights reserved.
 


Web Hosting · Blog · Guestbooks · Message Forums · Mailing Lists
Easiest Website Builder ever! · Build your own toolbar · Free Talking Character · Email Marketing
powered by a free webtools company bravenet.com