untitled
viviti

» สโมสรแห่งไมตรี ปกิณกคดีแห่งชีวิต » อารยาฟอรั่ม อารยวิถีแห่งอารยชน » ระเบียงเรียงถ้อยแห่งความคิด ร้อยไมตรีจิตเพื่อแผ่นดิน » แบ่งปันความรู้ ที่อารยาฟอรั่ม » ระเบียงบ้านร้อยความคิด....สู่ปิยมิตร... นำความคิด...สู่ชีวิต » บ้านอารยา ภูมิคุ้มกันโลกาภิวัฒน์ » เติมวาทะใส่ปัญญา ที่บ้านอารยา » บ้านอารยา บ้านแห่งมิตรภาพ.

                      

หน้าแรก
บทความ
กระดานสนทนา
สมุดเยี่ยม
ติดต่อเรา

ข่าว หนังสือพิมพ์
กรุงเทพธุรกิจ
ข่าวสด
คมชัดลึก
ฐานเศรษฐกิจ
เดลินิวส
ไทยโพสต์
ไทยรัฐ
บางกอกโพสต์
ประชาชาติธุรกิจ
ผู้จัดการ

มติชน

สยามธุรกิจ

The Nation

ข่าวออนไลน์
ไทยรัฐเดลี่เว็บ

มีชัยไทยแลนด

สำนักข่าว INN

สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

สำนักข่าวไทยออนไลน์

เอ็มเว็บนิวส

ข่าวท้องถิ่น
เชียงใหม่นิวส์

พัทยานิวส์

สาส์นใต้วิเคราะห์

หาดใหญ่ทูเดย

Phuket Gazette

ข่าว,หนังสือพิมพ์ต่างประเทศ
ABC News
Asahi Shimbun
Associated Press
Bangkok Shuho

CBS Sports Line

CNET

CNN
FOX News

MSNBC

NBC

New York Time

News Hub

Reuters

Time.com

USA Today

Washington Post

World Net Daily

Wried News

สถานีโทรทัศน์
ช่อง3
ช่อง5

ช่อง7

ช่อง9

ช่อง11

ไอทีว
เนชั่น

ยูบีซ

C31-Sydney
Fashion TV France

ITV(UK)

NTV

TBS Internet

TVO

 

ตำนาน “หลวงวิชาเยนทร์ คนขายชาติ”

โดย อารยา

 

เบื้องหลังตำนานนี้ เป็น

1. สงครามการเมืองครั้งแรกในสยาม เมื่อผลัดแผ่นดินในปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2231)  

2. ความทะเยอทะยาน ไฝ่สูงของอดีตกลาสีชาติกรีกที่เข้ามารับราชการจนได้ตำแหน่งสูงสุดในรัฐบาลสมเด็จพระนารายณ์ฯ

3. ยุคที่สยามมั่งคั่งที่สุด มีฝรั่งหลากหลายชาติมาค้าขาย และอาศัยอยู่ในเมืองหลวง และที่พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ (ลพบุรี)  

4. เหตุให้สยามเลิกคบฝรั่งต่อมาอีกกว่า 160 ปี หลังสงครามกลางเมืองครั้งนั้น

5. ความทรงจำของนักบวช พ่อค้า ชาติยุโรปที่เห็นเหตุการณ์ และบันทึกไว้ก่อนเดินทางออกไปจากสยามด้วยความขมขื่น ส่วนจดหมายเหตุที่เป็นภาษาไทยถูกเผาหมดเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2310   

 

เค้าเรื่อง

           “หลวงวิชาเยนทร์”  มีชื่อเดิมว่า “คอนสแตนติน ฟอลคอน” (Constantine Phaulkon) หรือที่ฝรั่งรู้จักในนามว่า “ฟอลคอน” เป็นที่มาของตำนานคนชักศึกเข้าบ้านแห่งกรุงสยามเมื่อ 300 กว่าปีก่อน

          ฟอลคอนเมื่ออายุได้ 11 ขวบ ตัดสินใจจากบ้านเกิดที่เกาะ “เซฟาโลเนีย” (เป็นของกรีกปัจจุบัน) มาเป็นเด็กรับใช้ส่วนตัวของกัปตันในเรือสินค้าจนเติบใหญ่ได้ผจญภัยไปทั่วหัวเห็ดเจ็ดย่านน้ำอย่างไร้พรมแดน ปี ค.ศ. 1679 เหยี่ยวทะเล “ฟอลคอน” ในวัย 30 ปีต้นๆถลามาถึงอ่าวไทยกับเรือของบริษัทอีสต์อินดีส์อังกฤษ  หลังจากขนถ่ายสินค้าหน้าโกดังกรุงศรีอยุธยาเสร็จ ฟอลคอนขออนุญาตกัปตัน “บาร์นาบี” เพื่ออำลาชีวิตกลาสีเพราะได้งานเป็นเสมียนพระคลังสินค้าสยามในกรุงศรีอยุธยาแล้ว

“พระคลัง” หรือโกษาเหล็ก คนกลาง เจ้านายคนแรกของฟอลคอน  และจบชีวิตด้วยเพทุบายของฟอลคอนในเวลาต่อมา (จากบันทึกเรื่องราชทูตแห่งกรุงสยามเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14)

          กัปตันอังกฤษมิได้ทัดทานเพียงแต่ขอให้ฟอลคอนช่วยดูแลผลประโยชน์ให้กับบริษัทแม่ที่มัทราสและจงมั่นคงในความภักดีต่อราชสำนักอังกฤษที่ให้ราชูปถัมภ์ต่อบริษัทอีสต์อินดีส์ด้วย

          ฟอลคอนตั้งแต่ถลาออกจากรังมาก็ไม่ต่างจากคนไร้ราก โลกใหม่ของฟอลคอนที่อยุธยาและลพบุรีในช่วง 9 ปีสุดท้ายได้พลิกชีวิตที่แฝงความทะเยอทะยาน ไฝ่สูง ลึกๆให้ได้ไต่เต้าสู่การมียศฐานบรรดาศักดิ์ที่ยิ่งใหญ่คับฟ้า จะเป็นรองก็แต่พระมหากษัตริย์ แต่ชีวิตพิศดารพันลึกยิ่งกว่านิยายของฟอลคอนก็มีที่มาจากความฉลาดแกมโกง เจ้าเล่ห์เพทุบาย และจากพฤติการณ์ชักศึกเข้าบ้าน ส่งผลให้เขาต้องจบชีวิตลงท่ามกลางจราจลและสงครามกลางเมืองที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในสยาม อย่างไรก็ตาม ฟอลคอนก็ยังคงเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งก็ได้สวรรคตเพราะพระหฤทัยสลายในช่วงเวลาเดียวกับที่เขาถูกตรึงกับหลักประหาร

 

ตัวละครเอก และฉากสำคัญ

          ฟอลคอนอาศัยที่เคยติดต่อค้าขายกับนครรัฐปาตานีดารุสซาลามมาก่อน พอเข้าทำหน้าที่ตรวจสอบรายการสินค้าในโกดังที่อยุธยาได้ไม่กี่เดือนก็ลอบขนปืนสนามใส่เรือสินค้าที่จะไปปัตตาเวีย เพื่อจะได้นำไปขายให้พวกกบฏของนางพญาปาตานี เที่ยวนั้นฟอลคอนโชคไม่ดี เรือเจอพายุอัปปางเสียก่อนที่หน้าเมืองนคร(ศรีธรรมราช) หลังจากพักฟื้นและช่วยงานเจ้าเมืองนครอยู่พักหนึ่ง ฟอลคอนก็เดินเท้ากลับขึ้นมารายงานความสูญเสียต่อ “พระคลัง” ที่อยุธยา

 

พระนารายณ์ราชนิเวศน์ (ร้างโรยลา หลังจากปี ค.ศ. 1688)

          จากผลงานโดดเด่นที่สามารถระบุน้ำหนักปืนใหญ่ด้วยหลักกลศาสตร์ ฟอลคอนก็ได้เข้ามารับราชการใกล้ชิดในวัง “นารายณ์ราชนิเวศน์” ที่ลพบุรี  ฟอลคอนได้รับการโปรดเกล้าให้คุมเมกะโปรเจกต์ก่อสร้างป้อมปืนเชิงเทินแบบฝรั่งเศสตลอดริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่คุ้งวัดพระนางเชิงจนถึงปากน้ำสมุทรปราการ  (ปัจจุบันป้อมวิชัยประสิทธิ์ที่ฝั่งธนบุรีเยื้องปากคลองตลาดยังอยู่ในสภาพดี พระเจ้ากรุงธนหลังจากตีเมืองจันท์สำเร็จเมื่อปลายปี พ.ศ. 2310 ก็ยกทัพเรือมายึดป้อมนี้แล้วตัดหัวนายทองอินไส้ศึกทันที   ป้อมยุโรปเหล่านี้ส่วนใหญ่ปรักหักพังไม่เหลือซากแล้ว จะมีร่องรอยเหลือให้เห็นบ้างก็ที่บริเวณโรงเรียนราชินีล่าง และที่ปากแม่น้ำอ้อมเยื้องตลาดขวัญ จังหวัดนนทบุรี)

ที่ตั้ง "ตำหนัก" ของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ในบริเวณนารายณ์ราชนิเวศน์ ที่ลพบุรีเมื่อ 300 ปีก่อน

         ฟอลคอนน่าจะเป็นเจ้านายที่ร่ำรวยที่สุดรองจากพระเจ้าแผ่นดิน มีเงินฝากในธนาคารแห่งชาติของอังกฤษที่ลอนดอนมากพอที่จะใช้เป็นทุนทำรัฐประหารได้สบาย ส่วนหนึ่งมาจากการการฉ้อราษฏร์บังหลวง ฟอลคอนแสดงความมักใหญ่ไฝ่สูงด้วยการให้บ่าวไพร่นับร้อยเฉพาะใน “ตำหนักหลวงวิชาเยนทร์” ต้องหมอบคลานขณะรับใช้เหมือนเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน ฟอลคอนจัดงานเลี้ยงเพื่อนฝูงซึ่งเกือบจะเป็นชาวยุโรปล้วนทั้งที่ลพบุรีและอยุธยาที่คฤหาสน์สไตล์ยุโรปของตัวเองไม่เว้นแต่ละวัน “หลวงวิชาเยนทร์” ดูออกจะโดดเดี่ยวในแวดวงของเหล่าขุนนางสยามเจ้าของแผ่นดินที่แท้จริง

          สมเด็จพระนารายณ์ทรงเริ่มมีพระอาการประชวรในช่วงที่คณะทูตจากฝรั่งเศสเดินทางมาถึงเมืองลพบุรี และนั่นคือโอกาสที่ฟอลคอนเตรียมการยึดอำนาจ รอเพียงกองทหารฝรั่งเศสที่จะเดินทางจากบางกอกมาถึงลพบุรีเท่านั้น ฟอลคอนเคยเพ็ดทูลพระนารานายณ์ว่ากองทหารนี้จะไปประจำที่สงขลาเพื่อรับมือกบฏของนางพญาปาตานี เชื่อว่าแม้ในวาระสุดท้ายแห่งพระชนชีพขณะนั้น สมเด็จพระนารายณ์ก็คงมิเคยทรงสังหรณ์พระทัยว่าฟอลคอนจะทรยศพระองค์เลย แม้ครั้งหนึ่งฟอลคอนจะกราบทูลให้พระองค์ทรงมอบพระราชอำนาจให้พระปีย์ (พระโอรสเลี้ยง พระชนมายุ 9-10 ชันษาเพื่อจะได้เข้าคุมการใช้พระราชอำนาจ) ก็ตาม

          แต่พิรุธที่กองกำลังดังกล่าวกลับเดินหน้ามาช่วยฟอลคอนเป็นกบฏเช่นนี้ มีหรือที่ทางฝ่ายพระเพทราชากับขุนหลวงสรศักดิ์จะมองไม่ออกว่านี่คือสัญญาณอันตรายของแผนการชักศึกเข้าบ้านชัดๆ

ราชกรณียกิจส่วนพระองค์ของขุนหลวงสรศักดิ์ หรือ พระเจ้าเสือ

          แถมยังรู้ความเคลื่อนไหวของกองทหารต่างชาติเหล่านั้นทุกฝีเก้าด้วย เนื่องจากหลวงสรศักดิ์มีพวกแถวบ้านตลาดขวัญ สวนใหญ่ บางกระสอ แขวงเมืองนนทบุรีที่คอยสอดแนมให้ ต้องไม่ลืมว่าขุนหลวงสรศักดิ์โปรดที่จะปลอมตัวออกไปหาคู่ชก ตกปลาตามต่างหัวเมืองบ่อยๆ ภารกิจของพวกเสือป่าแมวเซาชาวบ้านสวนเหล่านี้คือ ทันทีที่พบกองกำลังต่างชาติให้ต้อนรับขับสู้เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีพร้อมกับพูดว่า “กองสแต็งต์หรือกองสตังค์โดนจับกุมตัวแล้ว" พอกองทหารที่นำโดยนายพลเดอฟาร์จเดินทางเข้าเขตแขวงเมืองนนทบุรี ชาวบ้านต่างก็พูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าฟอลคอนโดนตัดหัวเสียบประจานแล้ว แค่นั้นก็ทำให้พวกทหารฝรั่งถอยกลับไปตั้งหลักที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์ รอคณะทูตจากพลบุรีที่จะได้พากลับฝรั่งเศสด้วยกัน หากรอดกลับมา

          เมื่อสมเด็จพระนารายณ์สิ้นพระชนม์  ฟอลคอนก็ถูกขุนหลวงสรศักดิ์จับโดยละม่อม แล้วนำตัวไปตัดหัวที่วัดโคกพระยาในกรุงศรีอยุธยา

          ท่านท้าวทองกีบม้าหลังจากเป็นหม้ายก็ไม่มีสมบัติพัสถาน เพราะถูกหลวงยึด คงก้มหน้าก้มตาทำขนมขายเลี้ยงลูกชาย 2 คนที่กำลังโต พระเพทราชาทรงโปรดให้ท้าวทองอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ เธอได้กราบทูลวันหนึ่งว่าฟอลคอนสามีเธอน่าจะมีเงินฝากที่อังกฤษจำนวนหนึ่ง พระเพทราชาทรงให้มีการตรวจสอบจนเมื่อทรงทราบความละเอียดว่าฟอลคอนมีบัญชีเงินฝากที่ Bank of England จริง แต่เรื่องนี้ไม่ง่ายเพราะบาดหลวงตาชาร์ดคือบุคคลที่เคยได้รับมอบอำนาจจากฟอลคอนให้ สิทธิเบิกเงินในบัญชีของฟอลคอนได้

การทูตสไตล์ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ

          ตอนกลับจากอยุธยาเที่ยวสุดท้าย บาดหลวงตาชาร์ดแวะลอนดอนและทำการเบิกเงินจากธนาคารแห่งชาติอังกฤษจากบัญชีของฟอลคอนเพื่อนำมาใช้จ่ายในการฝึกทหารฝรั่งเศสรับจ้าง 650 นายที่จะมาพร้อมกับคณะทูตจากราชสำนักฝรั่งเศสในปีต่อมา จากนั้นบาดหลวงตาชาร์ดก็ได้เดินทางต่อไปยังปารีส เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่  14 พร้อมกราบบังคมทูลว่า พระเจ้าแผ่นดินสยามมีความเลื่อมใสในคริสตศาสนา และมีพระประสงค์จะได้เรียนรู้การจัดกองทัพตามแบบฝรั่งเศส

ฟอลคอนกับขบวนการชักศึกเข้าบ้าน

          เมื่อปรากฏว่าบาดหลวงตาชาร์ดคือผู้ทรงสิทธิ์เบิกเงินในบัญชีของฟอลคอน ตามที่ทางธนาคารกลางอังกฤษรับรอง ท้าวทองกีบม้าจึงกราบบังคมทูลให้พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยามทรงใช้พระราชอำนาจให้ธนาคารอังกฤษพิจารณาสถานะของหม้ายทองกีบม้าที่เป็นคู่สมรสของฟอลคอนให้มีสิทธิ์เบิกหรือปิดบัญชีเงินฝากของสามีที่ล่วงลับแล้วได้ตามหลักกฏหมายทั่วไป ทางอังกฤษเมื่อได้ตรวจสอบหลักฐานแล้วจึงอนุมัติ

          จากนั้น “ท่านผู้หญิงฟอลคอน” จะกลายเป็นเศรษฐีนีขึ้นมาชั่วข้ามคืนแล้ว สมเด็จพระเพทราชายังโปรดเกล้าให้เป็นท้าวทองกีบม้า ดูแลฝ่ายต้นเครื่องในวังจนสิ้นรัชกาล

          จากเอกสารฝรั่ง (เอกสารไทยถูกเผาเสียหายหมดเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง) พูดถึงตัวละครและเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับฟอลคอนที่น่าสนใจไม่น้อย อาทิ เจ้าเมืองนครที่ช่วยชีวิตฟอลคอนมีลูกสาวคนหนึ่งชื่อสุนิดา (Sunida) สองปีหลังจากฟอลคอนจากเมืองนครไปแล้ว เธอก็อุตส่าห์ดั้นด้นขึ้นไปถึงลพบุรีโดยมีงานรับใช้ฝ่าพระบาทในตำแหน่งต้นห้องของพระเทพโยธา พระขนิษฐาสมเด็จพระนารายณ์  

          ขุนหลวงสรศักดิ์ ซึ่งต่อมาคือพระเจ้าเสือ เมื่อฟอลคอนเข้ามากรุงศรีอยุธยานั้น สรศักดิ์เพิ่ง 13 ขวบ เมื่อฟอลคอนถูกพระเพทราชาสั่งทรมานและตัดหัวที่วัดโคกพระยาเมื่อปี ค.ศ. 1688 นั้น ขุนหลวงสรศักดิ์อายุได้ 23 ปี ฟอลคอนอายุได้ 41 ปี จากนั้นก็เป็นแผ่นดินของสมเด็จพระพระเพทราชาก่อนที่ขุนหลวงสรศักดิ์จะครองราชสืบต่อมาจนสวรรคตเมื่อพระชนมายุได้ 44 พรรษา

          เมื่อ “สรศักดิ์” อายุ 18 ปี ก็เคยชกปากฟอลคอนจนฟันหักมาก่อน ฟอลคอนตอนนั้นถึงจะเป็นหนุ่มใหญ่แต่คงต้านสรศักดิ์ที่กำลังห้าวในวัยหนุ่มฉกรรจ์ไม่อยู่ สมเด็จพระนารายณ์ทีแรกก็ไม่ทรงทราบว่าใครต่อยขุนนางคนโปรดรู้ว่าเป็นสรศักดิ์ก็ลมแทบใส่ เพราะโทษทำร้ายข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับนี้บาดเจ็บถึงลงหวายอย่างต่ำ 2 ยกๆละ 30 ที  แต่สุดท้าย สรศักดิ์ก็ไม่ได้รับโทษ!

          เบื้องหลังคือสรศักดิ์เป็นโอรสลับของสมเด็จพระนารายณ์ เกิดแต่สนมคนที่ทรงได้มาแต่ครั้งไปตีเชียงใหม่ครั้งที่สองและทรงโปรดมากที่สุด แต่ก็ให้เผอิญมาท้องในจังหวะที่พระองค์เองทรงออกกฏมณเฑียรบาลห้ามสนมท้องกับกษัตริย์เพราะทรงเกรงว่า หากคลอดมาเป็นชาย หากและพระองค์ต้องทรงแต่งตั้งให้สืบสันตติวงศ์อาจมีทำให้ราชวงศ์ต้องเสื่อมจากเลือดที่ไม่บริสุทธิ์พอที่จะมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็แปลว่าสนมคนใดท้องกับพระองค์จำเป็นต้องทำแท้งมิฉนั้นจะต้องถูกลงพระราชอาญาไม่พ้นเกล้า  ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงโปรดมากจึง  ทรงขอให้ “เจ้าแม่ดุสิต” (แม่นมของสมเด็จพระนารายณ์เมื่อทรงพระเยา) ที่อยู่นอกวัง ได้ช่วยรับไปดูแลจนคลอด จากนั้นก็ทรงยกพระโอรส “สรศักดิ์” ที่คลอดแต่สนมคนโปรดให้เป็นบุตรบุญธรรมของพระเพทราชาตั้งแต่นั้นมา อย่างไรก็ดี จนแล้วจนรอดก็ไม่ปรากฏว่าสมเด็จพระนารายณ์มีพระโอรส

          “ท้าวทองกีบม้า” เดิมชื่อ “มารี กีมา” คือท่านผู้หญิงฟอลคอน เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นปอตุเกศ มีชื่อเต็มว่า “ดอน่า มารี กีมา เดอพีน่า (Dona Marie Guimar de Pina) เกิดในสยามเมื่อปี ค.ศ. 1658-59 (พ.ศ. 2201-2202 บางแหล่งบอกปี 2209) พ่อชื่อ “ฟานิค”(Phanik) มีเชื้อสายเบงกอล แม่เป็นญี่ปุ่นชื่อ “เออซูล่า ยามาดะ” (Ursula Yamada) มีเชื้อผสมปอตุเกศ     มารี กีมา อ่อนกว่าฟอลคอนระหว่าง 2-9 ปี แต่เมื่อแต่งงานปีนั้น ฟอลคอนอายุได้ 36 ปี  (ฟอลคอนตายในอีก 5 ปีต่อมา มีลูกด้วยกัน 2 คน)

          คุณย่าของ มารี กีมามีเชื้อปอตุเกส ลี้ภัยมากับเรือสินค้าจากเมืองนางาซากิบนเกาะญี่ปุ่น หลังจากพวกซามูไรออกกฏหมายกีดกันคนนับถือคริสตศาสนา คุณย่าซ่อนตัวอยู่ในถุงสินค้าในเรือ เจอคุณปู่ระหว่างเดินทางจึงรักใคร่กันก่อนมาขึ้นที่เว้ อยู่กินกันที่เวียดนามพักหนึ่ง ก็อพยพเข้ามาตั้งหลักปักฐานในเมืองไทย

          “ยุพิน” น้องสาวพระเพทราชา และเป็นสนมสุดโปรดของสมเด็จพระนารายณ์ ถูกข้อหาเป็นชู้กับทหารในค่ายปอตุเกศนอกวัง พระองค์โปรดมากจนไม่อาจหักพระทัยชำระพระอาญาลงได้ อีกทั้งทรงเกรงจะผิดใจกับพระเพทราชา อัครมหาเสนาบดีคนสำคัญ ตกลงพี่ชายต้องตัดสินคดีนี้ด้วยหัวใจที่เกือบต้องสลายลง เพราะตามกฏมณเฑียรบาล สนมของพระราชาเป็นชู้ ต้องถูกมัดกับเสา ให้เสือหิวมาตะปบกิน ยุพินจึงไม่พ้นชะตากรรมที่ต้องตายคาหลักประหารอย่างสุดสยอง และแสนทรมาน!

          เรื่องของฟอลคอน และราชอาณาจักรอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระนายณ์มหาราช เป็นตำนานที่ทำให้โลกได้รู้จักราชสำนักสยามที่มั่นคงทรงเกียรติภูมิอยู่ถึงกว่า 400 ปี เป็นดินแดนสุวรรณภูมิที่อุดมมั่งคั่งด้วยแร่ ป่าไม้ พืชพันธัญญาหาร   ประชาชนมีน้ำใจงาม ไม่เดียจฉันท์คนต่าวด้าวท้าวต่างแดนที่มาเยือน โดยเฉพาะในยุคทองของรัชกาลในสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่มีพ่อค้า นักบวชาวยุโรปได้จดบันทึกไว้ให้ค้รคว้ามากมาย

          สิ้นแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ในปี ค.ศ.1688 แล้ว สยามปิดประเทศเกือบ 2 ร้อยปีจนถึงรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงมีการทำสัญญาการค้ากับอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1855  

 

ควันหลง

          มีอคติในแวดวงนักประวัติศาสตร์ไทยบางกลุ่มในทำนองโยนบาปให้สมเด็จพระเพทราชา ผู้ก่อตั้ง“ราชวงศ์บ้านพลูหลวง” (ที่มีขุนหลวงสรศักดิ์ หรือ พระเจ้าเสือ พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ เจ้าฟ้าอุทุมพรหรือขุนหลวงหาวัด และสุดท้าย พระเจ้าเอกทัศน์ สืบทอดสันตติวงส์ต่อมา) ว่าเนื่องจากพระองค์ไม่ได้มีเชื้อสาย “เจ้า”  จึงนำไปสู่การเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี ค.ศ. 1767 (2310 B.E.) หรืออีก 79 ปีต่อมา

ใกล้เสียกรุงครั้งที่สอง

อยุธยาล่ม

          จนเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตีฝ่าวงล้อมพม่าออกมาจากความพินาศของกรุงศรีอยุธยา

พระยาตากกับ “ดาบหน้า”

ทัพเรือพระยาตาก

          และรวบรวมไพร่พลกลับมากอบกู้อิสรภาพสำเร็จ นั่นแหละ ถึงได้พูดว่า

 

           “กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี”

26/03/50

 

Copyright © 2007 AryaForum. All rights reserved.
 


Web Hosting · Blog · Guestbooks · Message Forums · Mailing Lists
Easiest Website Builder ever! · Build your own toolbar · Free Talking Character · Email Marketing
powered by a free webtools company bravenet.com