|
บุคลิกของพรรค ถิ่นไทย
นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจยิ่ง เมื่อพรรคถิ่นไทย ซึ่งเพิ่งเปิดตัวได้ไม่ถึงเดือน ก็ติดอันดับนิยมอยู่ในแนวหน้า 5-6 พรรคแรก ติดกลุ่ม ไทยรักไทย ประชาธิปัตย์ ความหวังใหม่ ชาติไทย ชาติพัฒนา ในการจัดอันดับเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
แม้แต่พรรคการเมืองที่เคยเป็นถึงแกนนำหรือพรรคร่วมรัฐบาล อย่างเช่น พรรคกิจสังคม ประชากรไทย พลังธรรม ฯลฯ กลับต้องแผ่วลงโดยปริยาย ไม่ต้องพูดถึงพรรคเล็กพรรคน้อยอีกกว่า 50 พรรคที่ตกอยู่ในสภาพคล้ายคลึงกัน
อะไรเป็นเงื่อนไขสำคัญที่พรรคถิ่นไทยกลายเป็นพรรคที่น่าจับตามองภายในเวลาอันสั้นได้ถึงขนาดนี้ อะไรที่สร้างความมั่นใจให้ประชาชนที่ห่วงใยอนาคตของบ้านเมือง เชื่อว่าพรรคถิ่นไทยน่าจะเป็นตัวเลือกสำคัญในการระดมพลังกอบกู้ประเทศชาติให้พ้นหายนะได้ไม่ว่าหลังการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคถิ่นไทยจะมี ส.ส.เข้าสภามากน้อยอย่างไรก็ตาม? คำตอบพอจะหาได้บ้างจากการที่ได้สดับทรรศนะแกนนำสำคัญของพรรคบางคน ดังนี้
ประการแรก บรรยากาศของการปฏิรูปทางการเมือง พรรคถิ่นไทยได้พบบทสรุปในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจการเมืองจากหลายแหล่งที่มาในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาอย่างเด่นชัด เช่น จากการลองผิดลองถูกของพรรคแกนนำรัฐบาล จากการท้าทายอย่างเปิดเผยของบางพรรคที่มีต่อการทำงานขงรัฐบาลในนโยบายเศรษฐกิจโดยเฉพาะ จากองค์กรอิสระที่สนับสนุนและคัดค้านท่าทีของรัฐบาลในการตัดสินใจปัญหาของชาติในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ทำให้พรรคถิ่นไทยสามารถสังเคราะห์ได้ว่านโยบายที่เหมาะสมกับชาติบ้านเมืองที่สุดควรมีทิศทางและขบวนการการโอนอำนาจจากส่วนกลางสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างไร รวมทั้งในระยะสั้น จะต้องระดมพลังกอบกู้เศรษฐกิจของชาติให้กลับสู่สภาพพร้อมแข่งขันในยุคโลกาภิวัฒน์อย่างมีศักดิ์ศรีบนเวทีโลกได้อย่างไร
ในการนี้พรรคถิ่นไทยก็ต้องมีปรัชญาในการบริหารพรรคที่ประกันได้ ถึงความต่อเนื่องในเชิงนโยบาย ตลอดถึงประสิทธิภาพในแนวทางที่จะนำมติมหาชนมาเป็นฐานและสนับสนุนการบริหารประเทศ ปรัชญาที่ว่านี้คือ ประชามนตรี ตรงนี้พรรคถิ่นไทยคงต้องการจะบอกว่า รัฐ ควรอ่อนลง และ ประชา ควรมีบทบาทเพิ่มเข้ามา ประชามนตรี จึงเกิดขึ้นมาล้อ รัฐมนตรี ประชามนตรีจะประกอบด้วยตัวแทนประชาชนที่มีอำนาจเหนือการก่อนโยบายของพรรค หัวหน้าพรรคที่ขัดแย้งกับประชามนตรีอาจถูกถอดถอนหากไม่นำนโยบายจากประชามนตรีเข้าสู่การพิจารณาในระดับรัฐสภา และ/หรือ คณะรัฐมนตรี พรรคถิ่นไทยจะยึดปรัชญานี้มั่นคงอย่างไรคงต้องดูกันต่อไป
ประการที่สอง ศักยภาพของแกนนำพรรคถิ่นไทย พรรคถิ่นไทยมีแกนนำที่ค่อนข้างตกผลึกในด้านความคิด มีความตั้งใจดี และส่วนใหญ่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไร ทุกคนตระหนักดีว่า อุปสรรคของพรรคถิ่นไทยมิใช่อยู่ที่การเป็นพรรคเล็ก แต่อยู่ที่รัฐบาลที่ตั้งขึ้นมีนโยบายอยู่ในทิศทางเดียวกันกับที่พรรคถิ่นไทยต้องการกอบกู้เอกราฃของชาติหรือไม่ การไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลไม่เป็นอุปสรรคในการทำในการทำการเมืองของพรรค ผู้นำของพรรคถิ่นไทยมีความเห็นสอดคล้องกันอย่างน่าฟังว่า ถ้าการเข้าเป็นรัฐบาลที่ต้องดำเนินการขัดแย้งกับนโยบายของพรรค จะเป็นผลเสียต่อชาติมากกว่า แต่การได้ทำงานภายในพรรคตามนโยบายของพรรคโดยไม่เข้าร่วมรัฐบาลที่มีนโยบายขัดแย้งกันจะก่อให้เกิดผลดีต่อชาติมากกว่า ทั้งนี้เพราะพรรคถิ่นไทยมีนักเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจหลักความพอเพียงในแนว MORAL ECONOMY ว่าแตกต่างจากหลักเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม (CAPITALIST Economy) อย่างไร พรรคถิ่นไทยมีนักรัฐศาสตร์ที่เข้าใจแก่นแท้ของ ธรรมศาสตร์ (MORAL POLITICS และ MORAL GOVERNMENT) ว่าแตกต่างไปจากหลักของประชาธิปไตยตะวันตก (WESTERN DEMOCRACY) อย่างไร พรรคถิ่นไทยเข้าใจความแตกต่างระหว่างนักกฎหมาย กับนักนิติศาสตร์เป็นอย่างดี พรรคถิ่นไทยมีนักนิเวศน์วิทยาที่มิใช่เข้าใจแค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ทราบว่าจะใช้หรือผลิตเทคโนโลยีใดที่เหมาะสมกับทรัพยากรที่แตกต่างกันตามสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นเพื่อสร้างสังคมที่พัฒนามาตรฐานและวิถีชีวิตของประชาชนให้อยู่กับธรรมชาติอย่างสงบสุขและสบายอย่างไร ศักยภาพเหล่านี้พรรคถิ่นไทยอ้างว่ามรพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาของชาติได้อย่างมีความมั่นใจค่อนข้างสูง
ประการที่สาม การไม่ยึดคติที่ว่า Might is Right พรรคถิ่นไทยยึด Might for Right แปลว่า ความถูกต้องมาก่อน มีความถูกต้องสั่งสมมากเท่าไร โอกาสที่จะได้มาซึ่งอำนาจก็จะตามมาเอง ช้าเร็วไม่สำคัญ ตราบเท่าที่อำนาจนั้นเป็นอำนาจของประชาชน หลักการนี้แกนนำพรรคถิ่นไทยระบุว่า ได้ถูกมองข้ามมาจากทุกพรรคมาตลอดอย่างน่าเสียดาย หลายพรรครวมทั้งพรรคที่เกิดใหม่มองอำนาจว่าเป็นทั้งเป้าหมายและวิถีทางในตัวของมันเอง อย่างดีที่สุดก็คือประกาศว่าไม่ต้องการอำนาจ ไม่มีใครในพรรคหวังเป็นรัฐมนตรี ไม่ต้องการเป็นทั้งรัฐบาล และฝ่ายค้านอ้างว่าจะใฝ่แต่ธรรมะ เพื่อเอาใจประชาชนที่เห็นว่าอำนาจการเมืองเป็นเรื่องสกปรก ซึ่งก็เคยได้ผลมาแล้วจากการเกิดกระแสสนับสนุน ธรรมะจนได้เข้ามาครอบครองอำนาจรัฐโดยปริยาย ผลลัพธ์ก็คือความล่มสลายของพรรค เมื่อความจริงปรากฏว่าจุดยืนแท้จริงหาใช่อุดมการณ์แต่เป็นเพียงการชูตัวบุคคล ถึงวันนี้ยุคของ บุคลาธิษฐาน จึงน่าจะหมดไปได้แล้ว
พรรคถิ่นไทย จะมองว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงกิจกรรม หนึ่ง เท่านั้น และจะมีอีกหลากหลายกิจกรรมที่จะต้องดำเนินการผ่านนโยบายสำคัญๆ ที่ปฏิบัติได้จริงทั้งในกรณีเฉพาะหน้า วาระแห่งชาติ (national agenda) และในส่วนที่เป็นวิสัยทัศน์ (VISION) ซึ่งในประการหลังนั้น ไม่ว่ารัฐบาลใดขึ้นมาก็ควรยึดถือปฏิบัติเพื่อความเป็นเอกภาพทางการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรม พรรคถิ่นไทยถือว่า เสียงส่วนน้อยจะต้องได้รับการเคารพ แม้ประชาธิปไตยจะอาศัยเสียงส่วนใหญ่ แต่การที่พอมีพวกมากแล้วก็ต้องลากกันไปนั้นมิใช่วิสัยของนักประชาธิปไตยอย่างแน่นอน ประเด็นสำคัญอยู่ที่ประชาชนส่วนใหญ่จะได้อะไรมากกว่า
ประการสุดท้าย แนวนโยบายที่ปฏิบัติได้ในช่วงวิกฤตและในอนาคต สำหรับนโยบายระยะสั้นที่ต้องการ กู้ชาติ เพื่อกลับความเป็นไท พรรคถิ่นไทยระบุว่า
1 เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ด้วยหลักการพึ่งพาตัวเอง แต่ขณะนี้การพึ่งพาตัวเองจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้ารัฐบาลยังต้องรับภาระใช้หนี้ IMF ทันทีหลังการเลือกตั้ง ฉะนั้นการพักหนี้กับ IMF มีความจำเป็นอันดับแรก ภาษีอากรของประชาชนปีละ 1 แสนล้านบาทจะต้องนำมาฟื้นฟูเศรษฐกิจของของชาติแทนการนำไปชำระหนี้ ต่อเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว การเร่งชำระหนี้ก็อาจทำได้คล่องตัวกว่า มิฉะนั้นการนำประเทศจะล้มลุกคลุกคลานโดยเศรษฐกิจก็ไม่ฟื้น การชำระหนี้ก็ทำไม่ได้ รังแต่จะทำให้ประเทศสูญเสียความเชื่อถือไม่รู้จบสิ้น หลักการนี้ไม่ได้ทำให้ประเทศต้องเสียหน้า แต่เป็นหลักสากลที่เจ้าหนี้พบว่าจะได้ประโยชน์กลับคืนเร็วกว่าการตั้งหน้าตั้งตาทวงลูกหนี้ที่หมดทางใช้คืน
2 ต้องมีการทบทวนนโยบายการค้าเสรี เพื่อมิให้ประเทศไทยต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เช่นหามาตรการป้องกันการเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน หรือมาตรการป้องกันภาคเอกชนมิให้ตกเป็นหนี้จากการเปิดสำนักงานกิจการวิเทศธนกิจ (BIBF) รวมทั้งให้ความเป็นธรรมกับเกษตรกรผ่านการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรกรรมโดยรัฐ โดยไม่เสียความชอบธรรมในความหมายของการค้าเสรี
3 เร่งความพร้อมให้กับชุมชนท้องถิ่นโดยส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการผ่านระบบสหกรณ์ มีการตั้งธนาคารท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการจ้างแรงงานและสร้างตลาดชนบทอย่างกว้างขวางได้ สังคมเกษตรกรรมอย่างไทยต้องอาศัยฐานผลิตที่ชนบทก่อนที่สังคมจะก้าวสู่ความเป็นเมืองอย่างมีบูรณาการ
สำหรับนโยบายระยะยาว พรรคถิ่นไทยจะดำเนินตามกรอบขของรัฐธรรมนูญที่จะต้องคืนอำนาจสู่ชุมชนผ่านหลักการกระจายอำนาจ แต่ต้องคำนึงความพร้อมของแต่ละท้องถิ่นที่มีศักยภาพแตกต่างกัน กล่าวคือรัฐบาลจะต้องยืดหยุ่นเงื่อนเวลาในการกระจายอำนาจ มิใช่ระบุว่าภายในเท่านั้นเท่านี้ปี เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล หรือ จังหวัด หรือเมือง ทุกแห่งจะต้องบริหารการศึกษา จัดระบบการเก็บภาษีอากร สาธารณูปโภค ฯลฯ ครบถ้วน แต่รัฐบาลจะต้องจัดองค์กรเฉพาะท้องถิ่นสนับสนุนให้เกิดความพร้อมก่อนที่ชุมชนจะรับมอบอำนาจจากส่วนกลาง เพื่อให้เกิดความมีอิสระและความชอบธรรมในการใช้อำนาจอย่างมีเอกภาพพอตัว และในขณะเดียวกันรัฐจะต้องไม่พยายามสงวนอำนาจไว้กับส่วนกลาง โดยอ้างความไม่พร้อมของท้องถิ่นทั้งๆ ที่มีโอกาสสนับสนุนให้เกิดความพร้อมนั้นได้
คงจะพอสรุปได้ว่าพรรคถิ่นไทยคงมิได้ตั้งขึ้นมาเพื่อชูบุคคลหรือกลุ่มใดว่าเป็นผู้วิเศษ พรรคถิ่นไทยคงมิใช่ฟางลอยน้ำส่อให้ประชากรที่กำลังลอยคออย่างเหนื่อยล้าโผเข้าเกาะแล้วก็ดิ่งจมหายไปในวังวน พรรคถิ่นไทยคงเคารพในกฎ กติกา มารยาท ทางการเมือง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ทั้งนี้เพื่อแสดงความเป็นผู้นำในการสร้างธรรมเนียมปฏิบัติ และวัฒนธรรมทางการเมืองให้ลูกหลานไทยได้ยึดถือปฏิบัติต่อไป บทพิสูจน์ของพรรคถิ่นไทยคงมิได้อยู่ที่ผลการเลือกตั้งว่า พรรคเล็กๆ พรรคนี้จะสร้างกระแสหวือหวาภายในอีกเดือนกว่า ๆ นี้หรือไม่ แต่อยู่ที่จิตวิญญาณของสมาชิกพรรคโดยรวมว่าจะตระหนักในภารกิจของชาติที่จะประสานประโยชน์ให้เกิดมรรคผลกับสังคมไทยขึ้นได้ ตามปรัชญานโยบายของพรรคได้อย่างไรในกรณีที่มีโอกาสเข้าร่วมรัฐบาล และหากมิได้เข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ พรรคถิ่นไทยจะมีอะไรให้สังคมศรัทธราเพิ่มมากขึ้น โดยหวังว่าอุดมการณ์จะไม่ถูกกลืนกลาย หรือมีอันเป็นไปเสียก่อน
มติชน 9 พฤศจิกายน 2543
|